ศัลยกรรมตกแต่งช่องคลอด (รีแพร์)

คำว่า รีแพร์ มันก็คือ ซ่อมแซม ในที่นี้เราหมายถึงการผ่าตัดซ่อมแซมแก้ไขช่องคลอดที่มักเกิดภาวะหย่อนยานหลังการคลอด ซึ่งโดยทั่วไปมันก็จะมี 2 วิธี คือ

- การทำรีแพร์ด้านเดียว เป็นการทำเฉพาะด้านหลังของช่องคลอด ตำแหน่งเดียวกับการกรีดตอนคลอดยาวเข้าไปข้างใน อันนี้ทำในรายที่ไม่มีการยึดของช่องคลอดมากนัก

-  การทำรีแพร์สองฝั่ง คือทำที่ผนังบนกับผนังล่างของช่องคลอด วิธีนี้ในสมัยก่อนจะใช้แก้ปัญหาไอจามปัสสาวะเล็ดด้วย แต่เดี๋ยวนี้จะเลิกใช้ไปแล้วและเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทนซึ่งจะให้ผลที่ดีกว่า การทำรีแพร์วิธีนี้มักใช้กับในรายที่ช่องคลอดมีการยืดมากหรือผ่านการมีบุตรมาแล้ว 2 คนขึ้นไป

ควรใช้วิธีไหน

การประเมินว่าจะใช้วิธีไหน ก็ต้องมีการตรวจภายใน แพทย์ผู้ตรวจจะมีตัวสกอล์วัดที่ชัดเจนว่าลักษณะหย่อนยานขนาดนี้ ควรจะทำแบบไหน แต่เนื่องจากนี่เป็นกึ่งศัลยกรรมความงาม จึงจะอิงความพึงพอใจของคนไข้เป็นสำคัญ ส่วนใหญ่ก็คือเขาอาจจะมีปัญหากับคู่สมรสจึงเดินเข้ามาปรึกษาและตัดสินใจที่จะทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่สำคัญที่สุดคือคนไข้ต้องได้รับการตรวจภายในว่าไม่มีอะไรผิดปกติก่อน เช่น มดลูกไม่โต ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน รังไข่ไม่ได้มีปัญหา ไม่มีเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกไม่มีก้อน ซึ่งถ้าตรวจแล้วเจอหมอจะแนะนำคนไข้ให้รักษาอาการเหล่านี้ก่อน เพราะจริงๆ แล้วการทำรีแพร์เป็นเรื่องของความพึงพอใจอย่างที่บอกไปทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ถ้ายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีปัญหาก็ไม่จำเป็นต้องทำ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือเหมือนคุณทำจมูก ไม่ทำคุณก็ยังสามารถหายใจได้ ทำหรือไม่ทำเป็นความพึงพอใจส่วนตัว

วัยไหนบ้างที่เดินมาเคาะประตูห้องคุณหมอ

อายุที่เดินเข้ามาหาหมอจะมีตั้งแต่อายุยี่สิบปลายๆ ไปจนถึงเจ็ดสิบกว่า ช่วงวัยที่เข้ามามากคือ 35-45 ปี แล้วถ้าจะให้แยกให้ลึกลงไปอีกก็คือ สำหรับคนที่อายุน้อยๆ นั้นมักจะเป็นผู้ที่ผ่านการมีลูกมาแล้วส่วนกรณีผู้ที่อายุมากมักเข้ามาด้วยการมีภาวะมดลูกหย่อนซึ่งส่งผลให้เขาอุจจาระปัสสาวะยากก็เลยใช้วิธีการทำรีแพร์เข้ามาช่วยจัดการปัญหานั้น

มีคู่นอนเยอะทำให้เกิดปัญหานี้จริงไหม

ในความคิดเห็นของหมอสูติคิดว่ามันก็ไม่น่าจะเกี่ยวมากมาย แต่ว่าสำหรับคนไข้จะให้ความสำคัญกับตรงนี้ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน คือเขาอาจจะคิดว่าเขามีเพศสัมพันธ์มานานๆ แล้วมันจะยืด ซึ่งในทางการแพทย์ก็จะยอมรับว่ามันอาจจะเกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อบางส่วนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากขนาดนั้น โดยส่วนตัวของหมอเองคิดว่าคนไข้กลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะถ้าทำก็จะทำยาก ที่สำคัญคือหมอไม่อยากให้คนไข้คิดเรื่องนี้มากจนเกินไป

ถ้าจะทำรีแพร์ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ก่อนการทำถ้าเป็นไปได้หมอจะแนะนำให้คนไข้ตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกให้เรียบร้อยซะก่อน ถ้ามีโรคประจำตัวก็อาจต้องปรึกษาหมออายุรกรรมร่วมด้วยเพราะในรายที่คนไข้เป็นเบาหวานก็ต้องพิจารณาว่าเขาจะสามารถผ่าตัดได้ไหม ถ้าไม่มีปัญหาอะไรสามารถผ่าตัดได้ก็ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนการผ่าตัด 6 ซม. ถ้าทานยาอยู่เป็นประจำ เช่น ยาคุมกำเนิด หรือทานอาหารเสริมบางตัว วิตามินบางชนิดอาจแนะนำให้หยุดทานก่อนการผ่าตัดเพราะพวกนี้จะส่งผลให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น

ลงมือผ่าตัดทำรีแพร์

สำหรับเวลาในการผ่าตัดถ้าเป็นการทำด้านเดียวจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที แต่ถ้าสองด้านก็ประมาณชั่วโมงครึ่ง ส่วนการพักฟื้นถ้าด้านเดียวส่วนใหญ่คนไข้จะสามารถกลับไปพักรักษาตัวต่อที่บ้านได้ แต่ใน 2-3 วันแรกควรจะนอนพักให้มากๆ อย่าเพิ่งออกไปไหน ถ้าสามารถพัก 1 สัปดาห์ได้ยิ่งดี ส่วนถ้าเป็นการทำรีแพร์แบบสองด้านก็ต้องนอนโรงพยาบาล 4 วัน แล้วถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็สามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้แล้ว

การทำรีแพร์จะต่างจากการผ่าตัดวิธีอื่นคือมันเป็นแผลที่แช่อยู่ในน้ำ คือบริเวณนั้นมันจะมีน้ำคัดหลั่งจากช่องคลอดก็เลยจะมีเชื้อแบคทีเรียเฉพาะของมันอยู่แล้วไหนจะอุจจาระ ปัสสาวะอีก หรือในบางคนที่มีตกขาวมากอยู่แล้ว อาจมีเชื้อราหรือแบคทีเรียบางตัวซ่อนเร้นอยู่ ก็เลยต้องมีการดูแลค่อนข้างจะพิเศษ แล้วแผลจำเป็นต้องโดนน้ำ ต้องทำความสะอาด เพราะว่ายิ่งไม่ทำความสะอาดจะยิ่งแย่ บางคนเห็นการผ่าตัดชนิดอื่นโดนน้ำไม่ได้ก็เลยไม่ทำความสะอาด ก็จะยิ่งทำให้แผลมีโอกาสที่จะเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกอย่างที่ต่างจากการผ่าตัดวิธีอื่นคือการผ่าตัดอื่นๆ หมอจะแนะนำคนไข้ให้รีบขยับลุกเดินเพื่อไม่ให้เกิดพังผืดขึ้น แต่รีแพร์ต้องพยายามนอนให้นิ่งที่สุด เพราะการขยับอาจจะก่อให้เกิดการห้อเลือดได้ แต่ถ้า 2-3 วันแรก ขยับตัวให้น้อยที่สุด นอนให้นิ่งที่สุดโอกาสที่แผลจะหายเร็วจะมีมากกว่า

การดูแลหลังการทำ

การดูแลหลังจากนั้นคนไข้สามารถอาบน้ำฟอกสบู่ภายนอกได้ตามปกติ ถ้าเกิดมีการตกขาวมีกลิ่นเยอะก็อาจจะให้นั่งแช่น้ำอุ่น 15 นาทีก่อนนอน วิธีนี้จะทำให้น้ำได้เข้าไปซะล้างบางส่วนที่ภายใน เพราะในการผ่าตัดมันอาจจะมีเลือดออก ซึ่งเป็นอาหารที่ดีของแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดกลิ่นแล้ว 6 อาทิตย์หลังทำหมอก็จะนัดมาตรวจอีกครั้งเพื่อเช็คว่าแผลเรียบร้อยดีไหม ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แล้วหลังจากนั้นก็จะแนะนำให้คนไข้ตรวจภายในตามปกติ นอกนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติได้เลย